เรื่องล่าสุด

หมวดหมู่

สกุล Obregonia

Obregonia

สกุล Obregonia แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่เพียงชนิดเดียวเท่านั้น คือ Obregonia denegrii ซึ่งได้รับการค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2468 ชื่อสกุล Obregonia ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีของเม็กซิโก คือ Alvaro Obregon ลักษณะรูปร่างของลำต้นเป็นทรงกลม จุดเด่นคือ เป็นกลีบหนา สีเขียว ปลายงอนแหลม เรียงหงายซ้อนกันเป็นชั้นๆ ขาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 15 เซนติเมตร และมีขนาดฐานกว้าง 2.5 เซนติเมตร ตุ่มหนามอยู่บริเวณปลายกลีบ มีปุยนุ่มสีขาว ประกอบไปด้วยหนาม 4 อัน แต่ละอันยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร

ดอกจะเกิดบริเวณปุยนุ่มตรงกลางยอดของต้น มีสีขาวหรือสีชมพูซีด ขนาดเส้นผ่าศูนย์ลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ส่วนผลมีสีขาวหรือสีชมพูซีด ขนาดเล็ก เมื่อแห้งจะแตกออก

แคคตัสสกุล Obregonia มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางแถบตะวันออกเฉียงเหนือของเม็กซิโก ขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยเมล็ด ชอบขึ้นใต้ร่มเงาของต้นไม้จำพวก xerophyte เจริญเติบโตค่อนข้างช้า ชอบดินที่มีการระบายน้ำดี ชอบร่มเงา ถ้าต้นได้รับแสงมากเกินไปจะแดงและชะงักการเจริญเติบโตได้

สกุล Cephalocereua

Cephalocereus Senilis

สกุล Cephalocereua แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่เพียงชนิดเดียว คือ Cephalocereus Senilis ชื่อสกุล Cephalocereus มาจากภาษากรีก หมายถึง Cehpalium ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดดอก ลักษณะลำต้นตั้งตรง มีสีเขียวอ่อน และจะเปลี่ยนเป็นสีเทาเมื่อมีอายุมากขึ้น ไม่ค่อยแตกกิ่งก้าน ลำต้นเป็นสันเตี้ย ประมาณ 30 สัน ตุ่มหนามอยู่ชิดติดกัน มีหนามสีเหลืองหรือสีเทา 5 อัน ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร และมีขนสีขาว หรือสีเทาหยาบๆ พันรอบลำต้น ขนนี้จะช่วยปกคุลมอย่างหนาแน่น ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นการช่วยปกปิดสีที่แท้จริงของต้นนั่นเอง

ดอกมีลักษณะเป็นรูปทรงกรวย เส้นผ่าศูนย์กลาง 7.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร มีสีขาวหรือสีเหลือง ดอกจะเกิดที่บริเวณ Cephalium ด้านบนของต้น เมื่อมีอายุมากขึ้นจะพบ Cephalium กระจายอยู่รอบต้นบริเวณด้านนอกของโคนก้านดอกและบริเวณรังไข่จะมีขนขึ้นปกคลุม

แคคตัสสกุล Cephalocereus ขยายพันธุ์ได้ง่าย ด้วยการเพาะเมล็ดและการตัดแยกต้น แต่ในระยะแรกของการปลูกเลี้ยงนั้น ควรเพิ่มความระมัดระวังในการดูแลเป็นพิเศษทั้งในเรื่องการให้น้ำ เพราะถ้ามากจนเกินไปรากอาจจะเน่าหรือตายได้ ถึงแม้ว่าต้นจะมีส่วนประกอบของ Cephalium อย่างสมบูรณ์แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้นจะต้องแข็งแรงและสามารถดำรงชีวิตอยู่รอดต่อไปได้ บางครั้งอาจจะพบว่าต้องใช้เวลาถึง 3 ปี ต้นถึงจะเริ่มสร้าง Cephalium

โรคจากเชื้อโรค

opuntia

โรคจากเชื้อโรคของแคคตัสมีอยู่ด้วยกัน 3 โรคหลักๆ คือ

1. เชื้อไวรัส (virus) เกิดกับแคคตัสบางสกุลเท่านั้น เช่น สกุล Epiphyllum มีลักษณะเป็นจุดสีเหลืองๆ หรือสีม่วง มีผลในการทำลายดอก สามารถกำจัดได้โดยการตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้งแล้วเผาทำลาย

2. เชื้อ Corky Scab เกิดกับแคคตัสในสกุล Opuntia และ Epiphyllum อาการที่พบได้คือ เป็นฝุ่นสนิมหรือจุดบนลำต้น ซึ่งเกิดจากการที่เชื้อชนิดนี้เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ ทำให้ต้นเหี่ยวและยุบลง เมื่อพบต้องทำลายทิ้งทันที

3. เชื้อรา มีผลทำให้เกิดรอยถลอกหรือช้ำเน่า กำจัดได้โดยการตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้ง (fungus diseases) และทำลาย หลังจากนั้นให้ปิดปากแผลด้วยผงซัลเฟตหรือยาฆ่าราอื่นๆ

สกุล Cleistocactus

Cleistocactus

สกุล Cleistocactus แคคตัสในกลุ่มนี้ประกอบไปด้วยแคคตัสมากกว่า 50 ชนิด และอีกหลากหลายสายพันธุ์ ชื่อสกุล Cleistocactus มาจากภาษากรีก โดยหมายถึง Closed Cactus หรือการผสมพันธุ์ที่เกิดขึ้นภายในดอกที่หุบอยู่ (เรียกดอกประเภทนี้ว่า cleisotogamous flower) ลำต้นอาจมีลักษณะตั้งตรงหรือโค้งงอ รูปร่างเรียวสูง และจะแตกกิ่งก้านอย่างอิสระ พวกที่มีลำต้นตั้งตรง อาจมีความสูงได้มากกว่า 2 เมตร ในขณะที่พวกที่มีลำต้นโค้งงอ เช่น Cleistocactus dependens อาจะมีความสูงได้ถึง 5 เมตรหรือมากกว่านั้น ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5-6.50 เซนติเมตร และมีสันประมาณ 7-26 สัน

แคคตัสกลุ่มนี้บางชนิด เช่น Cleistocactus strausil พูกลีบจะถูกปกคลุมไปด้วยหนามละเอียดมากมาย เนินหนามอยู่ชิดติดกันและมีขนาดเล็ก ประกอบไปด้วยหนามกลางที่ยาวและแข็งแรง 4 อัน หนามข้างประมาณ 8-30 อัน หรือมากกว่านั้น ลักษณะละเอียดและอาจยาวได้ถึง 1.25 เซนติเมตร

ดอกมีลักษณะเป็นหลอด เปิดออกเฉพาะส่วนปลายเท่านั้น หลอดดอกอาจจะมีลักษณะตรง หรือเป็นแบบ Zygomorphic (ลักษณะของดอกที่แบ่งตามแนวเส้นผ่าศูนย์กลางได้เป็น 2 ส่วน ทั้ง 2 ส่วนจะมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ และแบ่งได้เพียง 1 ครั้ง) ในบางชนิดดอกอาจะมีลักษณะเป็นแบบ Zygomorphic อย่างชัดเจน และมีรูปร่างคล้ายหม้อต้มกาแฟ ด้านนอกของดอกประกอบด้วยขนสั้นๆ ที่พัฒนามาจากใบของต้น โดยเฉพาะแคคตัสชนิด Cleistocactus strausii นั้น พบว่ามีขนอยู่มากมายบริเวณดอก สีดอกมีตั้งแต่เฉดสีเหลืองจนไปถึงสีเขียวสว่าง หรือเฉดสีแดงจนถึงม่วง ผลมีลักษณะทรงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.25 เซนติเมตร หรืออาจจะน้อยกว่านั้น ส่วนเปลือกมีสีและลักษณะเหมือนด้านนอกของหลอดดอก

แคคตัสสกุล Cleistocactus นี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในตอนกลางของเปรู ทางตะวันออกของโบลิเวีย และทางตอนเหนือของอาร์เจนตินา ปารากวัย และอุรุกวัย สามารถขยายพันธุ์ได้ง่ายทั้งการเพาะเมล็ดและตัดแยก ออกดอกตลอดทั้งปี และอดทนต่ออุณหภูมิที่หนาวเย็นได้

สกุล Rebutia

Rebutia

สกุล Rebutia แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่มากกว่า 70 ชนิดและอีกหลากหลายสายพันธุ์ด้วยกัน ชื่อสกุล Rebutia นั้นตั้งขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเกียรติแก่ P. Rebut พ่อค้าแคคตัส สำหรับสกุลนี้มีลักษณะเป็นทรงกลมหรือทรงกระบอก ลำต้นอ่อนนุ่ม มักขึ้นอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ในหัวหนึ่งจะประกอบไปด้วยเนินหนาม ตุ่มหนามขนาดเล็กประกอบไปด้วยหนามละเอียด ขนาดเล็ก ซึ่งมีทั้งลักษณะแผ่กระจายหรือแนบชิดไปกับลำต้น มีหลายสีด้วยกัน เช่น สีขาว สีเหลือง สีน้ำตาล

ดอกมีลักษณะทรงกรวย ขึ้นอยู่เป็นรอบๆ ต้นเหนือผิวดิน มีมากมายหลายสี ยกเว้นโทนสีฟ้า ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 เซนติเมตร ส่วนผลมีลักษณะทรงกลม ขนาดเล็กมาก มีหนามเล็กๆ อยู่ 2-3 อัน เมื่อแก่จะมีหลายสี เช่น สีแดง สีเหลือง หรือสีน้ำตาล

แคคตัสสกุล Rebutia มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตเทือกเขาสูงในโบลิเวีย และทางตอนเหนือของอาร์เจนตินา ในระดับความสูง 3,000 เมตร ซึ่งมีอากาศหนาวเย็น และมีหิมะปกคลุม แต่มีความชื้นในบรรยากาศต่ำ ออกดอกมากในฤดูหนาว ดินที่ใช้ปลูกมีธาตุอุดมสมบูรณ์ เช่น มีฮิวมัสอย่างน้อย 30 เปอร์เซนต์ ไม่ชอบแสงแดดจัด ในฤดูร้อนไม่ควรรดน้ำมาก และควรงดให้น้ำในฤดูหนาว เพื่อให้สามารถทนต่อสภาพอากาศหนาวเย็นได้